วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่องบ้าน : วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างบ้านที่สำคัญ


วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างบ้านที่สำคัญ


เมื่อ เรารู้จักกับองค์ประกอบที่สำคัญของบ้าน กันไปแล้ว ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ทีนี้ เราก็ต้องรู้ด้วยว่า วัสดุก่อสร้าง ที่เราควรจะเอามาใช้กับบ้านของเรานั้น ควรจะใช้วัสดุอะไรบ้าง ให้ถูกต้องตามคุณสมบัติข
องมัน ในด้านต่างๆ เช่น

1. ความคงทนถาวร
วัสดุแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ความคงทน หรือความแข็งแรง ก็แตกต่างกัน วัสดุที่จะใช้กับโครงสร้าง (ที่เรามักเรียกว่า “วัสดุก่อสร้าง”) ก็ควรจะเป็นวัสดุที่แข็งแรงทนทาน และทนนาน (แต่อาจจะไม่สวยงาม) ส่วนวัสดุที่ตกแต่ง มีความสวยงาม แต่ไม่มีความคงทน จึงไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้

2. ความสวยงาม
ที่ใช้ตกแต่งมักจะต้องทำให้สวยงาม แต่การเลือกใช้ ก็ไม่ใช่ดูที่ความสวยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูที่ความคงทน ต่อการใช้งานตามหน้าที่ของมันด้วย เช่นเดียวกับเรื่องความคงทนถาวร ที่สำคัญ วัสดุตกแต่ง จะมีราคาสูงกว่าวัสดุก่อสร้างมาก และไม่มีขอบเขตเสียด้วย โครงสร้างบ้าน 1 หลังใช้งบประมาณ 1 ล้านบาท แต่การตกแต่งอาจจะใช้เพียง 3-4 แสนเท่านั้น หรืออาจจะต้องใช้ถึง 2 ล้านก็ได้ แล้วแต่วัสดุที่เราเลือกใช้ นี่คือความแตกต่างเรื่องราคา

3. ความประหยัด
ในข้อ 2 ที่กล่าวมาแล้ว ได้พูดพาดพิงมาเรื่องราคาค่าวัสดุตกแต่ง ซึ่งมีผลต่องบประมาณในการก่อสร้าง ซึ่งในประเด็นนี้ คนทั่วไปยังไม่เข้าใจกันถึงความสัมพันธ์ของ “งานที่ได้” กับ “ราคาที่จ่าย” ที่เรามักจะมองข้ามกันไป จริงอยู่ที่ว่า เราสามารถคำนวณงบประมาณ เป็นราคา ต่อตารางเมตร ได้ เช่น บ้านพักอาศัย ระดับมาตรฐาน ค่าก่อสร้าง ต่อตารางเมตร ประมาณ 15000 บาท ถ้าบ้าน 200 ตารางเมตร ราคาก็จะตกที่ 3,000,000.- บาท คุณก็มักจะมองแค่ว่า คุณได้บ้าน 200 ตารางเมตร ราคามาตรฐาน แต่ในความเป็นจริง ถ้าคุณใช้วัสดุตกแต่งบางอย่างที่แพงเกินจริง ถ้าแพงเกินสัก 10 % “งานที่ได้” คือคุณได้บ้านขนาด 200 ตรม. ที่คุณภาพ 2,700,000.- เท่านั้น!

4. การบำรุงรักษา
เรื่องที่มองไม่เห็น ในช่วงการก่อสร้าง แต่เป็นเรื่องของการใช้งานในระยะยาว เมื่อเราเข้าอยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุก่อสร้างที่เราเลือกใช้ คำว่า “ของถูกไม่ดี ของดีไม่ถูก” แม้จะไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว แต่ก็เป็นข้อคิดที่ใช้ได้ดี อย่างเช่น โครงสร้างเหล็ก (ที่ไม่มีคอนกรีตหุ้ม) หรือโครงหลังคา เป็นส่วนที่เกิดสนิมได้ ถ้าผุพังเสียหายก็จะเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมากมาย โครงสร้างนี้ อยู่ใต้หลังคา เรามองไม่เห็น ถ้าไม่ทาสีกันสนิม หรือสีกันสนิมไม่ดี โอกาสที่โครงหลังคาจะผุก็มีมาก การจะขึ้นไปทาสีกันสนิมก็ทำได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง แม้กระทั่งสีทาบ้านภายนอก ถ้าเราใช้ของถูก คุณภาพไม่ดี อยู่ไป ปี 2ปี สีจืดลอก ถ้าทาสีใหม่ งบประมาณก็จะมากกว่าการที่เราใช้สีดีๆ แล้วอยู่ได้ทนเป็น 10 ปี เป็นต้น

ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างบ้าน จึงมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น


เทคโนโลยีการก่อสร้าง


เรื่อง ของเทคโนโลยี ในการก่อสร้าง แม้ว่าเราจะนิยมและคุ้นเคย ในเรื่องของการก่อสร้างระบบเดิม เป็นโครงสร้างแบบเสา-คาน ก็ตาม แต่ก็มีระบบการก่อสร้างอีกแบบหนึ่ง ที่อยากจะเล่าประดับความรู้ไว้บ้าง เพราะระบบนี้ ก็มีบางโครงการที่ใช้กันอยู่ แม้จะมีสัดส่วนน้อย เมื่อเทียบกับระบบเดิม แต่จะเล่าสั้นๆ เน้นหลักการที่เป็นประโยชน์นะครับ

การ ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการก่อสร้าง มีปัจจัยหลัก ที่การแข่งขันในเรื่องเวลาการก่อสร้าง ที่จะรวดเร็วขึ้น (สร้างเสร็จไว ก็ขายได้ไว) และถ้าทำเป็นจำนวนมาก ราคาก็จะถูกลงอีกด้วย ข้อจำกัดของระยะเวลาในการก่อสร้างที่จำเป็นต้องก่อสร้างให้รวดเร็ว เสร็จทันตามกำหนดที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ซื้อเปลี่ยนไป จากที่เคยซื้อบ้านบนกระดาษในอดีต กลายเป็นจะซื้อบ้านก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าจะได้บ้านเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการสร้างบ้านก่อนขาย

อีกทั้งปัญหาราคาวัสดุก่อสร้าง ที่ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการ แก้ปัญหาโดยการ ใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูป เช่น คาน เสา พื้น และ ผนังอิฐมวลเบา ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ แนวโน้ม ที่ระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป จึงมีมากขึ้น

การก่อสร้างระบบสำเร็จรูป อาจเป็นเรื่องใหม่ สำหรับผู้ซื้อบ้าน แต่ความเป็นจริง ระบบสำเร็จรูปทั่วโลก ในประเทศต่างๆ มีมากกว่า 1,000 ระบบขึ้นไป ส่วนใหญ่เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นในประเทศแถบยุโรปทางตะวันออก และ แถบสแกนดิเนเวีย ระบบเหล่านี้อาจแยกออกเป็นระบบใหญ่ๆ ได้คือ

1.ระบบแผ่นผนังรับน้ำหนัก





2.ระบบเสา และ คาน





3.ระบบเสาและแผ่นพื้น






4.ระบบกล่อง


ระบบสำเร็จรูปแบบกล่อง หรือ Unit ติดตั้งกันเป็นห้องๆเลย




แต่ รู้หรือไม่ ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำ ในการก่อสร้างระบบนี้มาตั้งแต่สมัยโบราณทีเดียว เรามีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ด้วยระบบสำเร็จรูปมานานแล้ว สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันก็คือ “เรือนไทย” ซึ่งถือว่า เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของช่างไทย นั่นเอง




ชิ้นส่วนฝาปะกน และหน้าจั่ว ที่ทำเสร็จก่อนติดตั้ง






การ ก่อสร้างที่อยู่อาศัย ด้วยระบบสำเร็จรูป หรือระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (Prefabrication System) หมายถึง การนำโครงสร้างส่วนต่างๆ ของ อาคารที่ทำ สำเร็จรูปไว้แล้วจากโรงงาน มาประกอบรวมกันเป็นอาคาร หรือ เทคนิคการก่อสร้างใดๆ ก็ตาม ที่ยึดหลัก กรรมวิธีการผลิตตามแนวระบบอุตสาหกรรม ตามหลักการของระบบนี้ โครงสร้างส่วนใหญ่ เช่น เสา คาน พื้น ผนัง จะผลิต หรือทำสำเร็จรูปมาจากโรงงาน แล้วนำมาต่อเชื่อมให้ติดกันเป็นตัวบ้าน ณ ที่ก่อสร้าง จึงเป็น ระบบที่ตรงกันข้าม กับวิธี ที่เคยปฏิบัติกัน









ประโยชน์ ของ การก่อสร้าง ในระบบสำเร็จรูป สำหรับประโยชน์และผลดีของการก่อสร้างอาคารด้วยระบบสำเร็จรูป สามารถสรุปได้ดังนี้
1. จะทำให้ราคาค่าก่อสร้างลดลง
2. ก่อสร้างเสร็จเร็ว ลดระยะเวลาการก่อสร้าง
3. คุณภาพของงานจะดีขึ้น เพราะสามารถควบคุมคุณภาพงานได้
4. แก้ปัญหาการหยุดชะงักของงานอันเนื่องจากสภาพดินฟ้าอากาศไม่อำนวย
5. สามารถควบคุมระบบการทำงานได้เป็นขั้นตอน ต่อเนื่อง ทำให้ควบคุมการสร้างให้เป็นไปตามกำหนดเวลาได้



การก่อสร้างที่อยู่อาศัย ระบบสำเร็จรูปในประเทศไทย

การ ก่อสร้าง “เรือนไทย” นั้น นับว่าเป็นระบบสำเร็จรูป ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ชิ้นส่วนทุกชิ้นของบ้าน มีการจัดสร้างเตรียมไว้ก่อน แล้วจึงนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นตัวบ้าน แม้ในปัจจุบัน บ้านที่สร้างด้วยระบบสำเร็จรูป ก็ยังไม่ถือว่าเป็นระบบที่สมบูรณ์อย่างเรือนไทยเดิม เพราะเป็นการใช้การก่อสร้างระบบเดิม ผสมกับการใช้ ชิ้นส่วนสำเร็จรูป เป็นบางส่วน เช่น การใช้ระบบเสา-คาน-พื้น-ผนัง สำเร็จรูป แต่ก็ยังสร้างโครงหลังคาแบบเดิม หรือโครงสร้างบางส่วน ก็ยังหล่อในที่ เช่นบันใด บางทีก็มีระบบห้องน้ำสำเร็จรูป ยกมาติดตั้งได้เลย ไม่ต้องมาทำทีละอย่าง แต่ปัจจุบันระบบโครงหลังคา ก็มีการพัฒนาขึ้นจนสามารถใช้ได้ดี แทนระบบโครงหลังคาแบบเดิมแล้ว คือโครงหลังคาเหล็ก สมาร์ททรัสส์ (smartruss) ที่เป็นโครงหลังคากึ่งสำเร็จรูป ( Pre-fabricated ) โดยใช้เหล็กกล้าแรงดึงสูง ที่ผลิตชิ้นส่วนหลักๆ มาจากโรงงานเลย จึงมีความถูกต้องแม่นยำสูง แล้วส่งมาประกอบที่สถานที่ก่อสร้าง ก็มีระบบวิธีการที่รวดเร็ว ตัดปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างด้วยวิธีเดิมๆได้





ชิ้นส่วนสำเร็จรูป







ห้องน้ำสำเร็จรูป







โครงหลังคากึ่งสำเร็จรูป สมาร์ททรัสส์




วัสดุก่อสร้างที่ดี

วก กลับมาเรื่องวัสดุกันต่อ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างนั้น ไม่มีสูตรตายตัว หรือวัสดุชนิดใดใดจะดีสมบูรณ์แบบ ทำให้เราต้องมาปวดหัวกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง ที่จะเหมาะสมกับบ้านของเรา นอกเหนือจากเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น 4 อย่างแล้ว ทุกวันนี้ยังมีเรื่องอื่นให้เราพิจารณาอีกด้วย ในกระแสของวัฒนธรรมการพึ่งตนเองนั้น จะมีประเด็นสำคัญ ที่มาให้คำจำกัดความของวัสดุก่อสร้างที่ดีคือ
1. หาได้ง่ายหรือไม่
2. สามารถใช้งานได้ง่ายหรือไม่
3. วัสดุนั้นสามารถใช้งานได้สมประโยชน์หรือไม่

1.หา ได้ง่าย มีอยู่ในพื้นที่อย่างเพียงพอ หาซื้อได้สะดวก มีขายตามร้านค้าวัสดุก่อสร้างในราคาที่เราสามารถหาซื้อได้ ไม่ขาดแคลน (ซึ่งจะเป็นวัสดุที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรม ที่มีปริมาณการผลิต คราวละมากๆ เพื่อทำให้วัสดุนั้นมีต้นทุนที่ถูกลง และขนส่งได้ง่ายขึ้น เพื่อความสะดวกกระจายสินค้าออกสู่ตลาด)
2.ใช้งานได้ง่าย ไม่ต้องมีกระบวนการมากมาย ยุ่งยาก ในการใช้งาน หรือไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการติดตั้ง
3. ใช้งานได้สมประโยชน์ คือการตอบสนองต่อการใช้งานอย่างได้ผล คุ้มค่า คุ้มราคา

แต่ การผลิตเพื่อสนองตอบความต้องการดังกล่าว จะเป็นกระบวนการทางอุตสาหกรรม ที่ทันสมัย และมักก่อให้เกิดมลพิษและของเสียออกมาด้วย บ่อยครั้งตัววัสดุ ก็เป็นสิ่งอันตรายเสียเอง พวกวัสดุสังเคราะห์ส่วนใหญ่ มักจะปล่อยสารประกอบหรือก๊าซที่เป็นอันตรายสู่อากาศอย่างต่อเนื่องอย่างยาว นานหลังการติดตั้ง บ้านที่ปิดประตูหน้าต่างอย่างดีประกอบกับวัสดุที่ปล่อยสารพิษอันตรายออกมา ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนั้นกระบวนการผลิต การขนส่ง และการใช้วัสดุหลายชนิดยังก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ และเป็นตัวทำลายสภาพแวดล้อมนอกอาคารไปด้วย ดังนั้น วัสดุก่อสร้างที่ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อร่างกายทั้งภายใน และภายนอกอาคาร ก็ไม่อาจกล่าวว่า เป็นวัสดุที่ดีได้ จึงมีข้อควรคำนึงถึงอีก 3 ข้อ ที่เราไม่ควรมองข้าม เพื่อให้ได้ “โลกสีเขียว” กลับคืนมาในสภาวะ “โลกร้อน” ที่เราเผชิญอยู่ คือ

1. วัสดุที่ใช้ ส่งผลเสียต่อสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกอาคารหรือไม่
ความ ซับซ้อนของกระบวนการผลิตสินค้าในระบบอุตสาหกรรม มักมีสาเหตุ หรือสร้างความเสียหาย ต่อระบบนิเวศของพื้นที่นั้นๆ เช่น กระบวนการตัดไม้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม หรือการระเบิดภูเขาหินเพื่อนำมาผลิตเป็นคอนกรีต ก็เป็นการสร้างมลภาวะกับสภาพแวดล้อมโดยตรง

2. สามารถนำเศษวัสดุที่เหลือกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่
ลักษณะ ของวัสดุก่อสร้างในปัจจุบัน ในระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมคือ จะเป็นระบบพิกัดประสาน(โมดูล่า) หรือมีขนาดมาตรฐานใกล้เคียงกัน แต่การใช้งานจริงนั้น เราไม่ได้ใช้วัสดุนั้นเต็มตามขนาด แต่จะต้องมีการตัดซอย แบ่ง วัสดุต่างๆ ให้ได้ขนาดตามที่เราต้องการจะใช้งาน ดังนั้นเมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นลง สถานที่ก่อสร้างนั้นจะเต็มไปด้วยกองขยะวัสดุก่อสร้างต่างๆ เช่นไม้อัด, ไม้แปรรูป, ฉนวนไฟเบอร์กลาส และวัสดุอื่นๆ ที่ถูกตัดออกมาจากวัสดุที่มีขนาดมาตรฐานเหล่านี้ กองขยะวัสดุเหล่านี้ ก็จะเป็นภาระในการขนย้าย หาที่ทิ้ง ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นสภาพที่ทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติไปอีกนาน

3. วัสดุนั้นก่อให้เกิดขยะหรือไม่
จาก ข้อที่ 2 จึงเกิดคำถามตามมาเป็นข้อที่ 3 ถ้านึกภาพไม่ออก เราลองไปเปรียบเทียบกับของชิ้นเล็กๆดู เช่น แบตเตอรี่มือถือ ก้อนเล็กๆ แต่มีปริมาณการใช้ที่มหาศาล การนำไปทิ้งทำลายกำลังเป็นปัญหาใหญ่ พวกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (ใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย) เช่น CPU หรือจอmonitor (ที่ตกรุ่นกันเร็วมาก) ก็กลายเป็นขยะกองโตที่หาทางกำจัดได้ยาก แม้จะมีมูลค่าของมันอยู่ก็ตาม แล้วการก่อสร้างบ้านแต่ละหลัง จะก่อให้เกิดขยะได้กองเท่าใด


การระบุรายละเอียด ของรายการวัสดุก่อสร้าง หรือการเลือกวัสดุก่อสร้าง จึงเป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณา ในขั้นตอนของการสร้าง หรือซื้อบ้านด้วยเช่นกัน


การระบุรายละเอียดที่บริษัทรับสร้างบ้านนำเสนอ มีความละเอียดเพียงพอหรือไม่


รายการ กำหนดใช้วัสดุก่อสร้าง ( specification )ในการสร้างบ้าน เป็นรายละเอียดที่จะบอกให้เราทราบว่า บ้านที่เราจะสร้าง หรือจะซื้อนั้น มีมาตรฐานการก่อสร้างดีขนาดไหน ยกตัวอย่าง รายการวัสดุก่อสร้าง ของบ้านจัดสรร แบบหนึ่ง

รายการวัสดุก่อสร้างมาตรฐาน

-----------------------------------------------------------------------------
งานโครงสร้าง : คอนกรีตเสริมเหล็ก เสา คอนกรีต และเสาเข็มตอกตาม
วิศวกรกำหนด เหล็ก บลส.
รากฐาน / เสา / คาน : ใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดตามมาตรฐานวิศวกร
กำหนด ( ปูนใช้ตราช้างหรือเทียบเท่า )
พื้นชั้นล่าง / ชั้นบน : ใช้พื้นสำเร็จรูป วางบนคาน บางส่วนหล่อกับที่
( ตามแบบ )
พื้นโรงรถ : คอนกรีตเสริม ระบบพื้น ON GROUND
วัสดุปูพื้น : พื้นถนนทางเข้า ผิวคอนกรีตขัดหยาบ
พื้นโรงจอดรถ ผิวคอนกรีต ปูกระเบื้อง COTTO ขนาด 4” x 4”
สีเรียบ เกรด A ผิวหยาบ
พื้นห้องโถง , อาหาร , ครัว แกรนิโต้ 60 x 60 ซม.
พื้นห้องนอน ปูพื้นไม้ปาร์เก้ 4” x 12 ” ไม้แดง เกรด AAA
ระเบียง , ห้องน้ำ ปูกระเบื้อง COTTO ขนาด 12 ” x 12 ”
สีเรียบ เกรด A
วัสดุก่อสร้างบุผนัง : ผนังทั่วไป วัสดุก่อและฉาบก่ออิฐมวลเบา Q-con
ฉาบปูนเรียบ ( ปูนตราเสือหรือเทียบเท่า )
พร้อมกรุลวดตาข่ายกันร้าวทุกมุมวงกบ
ห้องน้ำ บุผนังด้วยกระเบื้อง COTTO ขนาด 8 ” x 8 ”
หรือ 8” x 10” สีเรียบ เกรด A ปูสูงจรดฝ้าเพดาน
หลังคา : โครงเหล็กรูปพรรณ น้ำหนักมาตรฐาน ทาสีกันสนิม 2 เที่ยว
กรุฟอยล์กันความร้อน
แบบกระเบื้อง กระเบื้อง CPAC รุ่น Tripletone , Zeason
ฝ้าเพดาน : ฝ้าเพดานภายในบ้าน กรุแผ่นยิบซั่มตราช้าง (หรือเทียบเท่า
มาตรฐาน) หนา 9 มม. รอยต่อฉาบเรียบ โครงเคร่า
เหล็กชุบสังกะสี NO.26
ฝ้าเพดานห้องน้ำ กรุแผ่นยิบซั่มตราช้าง หรือเทียบเท่า
( ชนิดทนชื้น ) หนา 9 มม. รอยต่อฉาบเรียบ
โครงเคร่าเหล็กชุบสังกะสี NO.26
ฝ้าชายคา , เฉลียง ฝ้าระแนงเฌอร่า 3 ” ตีเว้นร่อง ทาสีน้ำ
อะครีลิค ภายในกรุตาข่ายกันแมลง
วงกบ : วงกบประตูภายนอก หน้าต่างทั่วไป วงกบอลูมิเนียมอบ สีขาว 2”x4 ”
กระจกใสเขียวตัดแสง 6 มม.หรือไม้แดง
วงกบประตูห้องน้ำ วงกบไม้แดง 2 ”x 5 ” ทาสีน้ำมัน
วงกบประตู ภายใน วงกบไม้แดง 2 ”x 4 ” ทาสีน้ำมัน
ประตู-หน้าต่าง : ประตูเข้าบ้าน อลูมิเนียมอบ สีขาวหนาพิเศษ 1 1/ 2 ”x 4 ”
กระจกใสเขียวตัดแสง 6 มม.หรือกรอบฟักไม้แดง
ประตูห้องนอน บานประตูสำเร็จรูป DORIC สีขาว หรือ
เทียบเท่า หรือกรอบฟักไม้แดง
ประตูห้องครัว , ซักล้าง บานประตูไม้เนื้อแข็ง ทาสีน้ำมัน
ประตูห้องน้ำ บานประตูบานเกล็ดไม้แดง ทาสีขาว
หน้าต่างทั่วไป กรอบบานอลูมิเนียมอบขาว หนาพิเศษ
ลูกฟักกระจกเขียว หนา 6 มม. หรือกรอบฟักไม้แดง
กระจกไส
อุปกรณ์ประตู ยี่ห้อ COLT สเตนเลส ลูกบิดประตูทั่วไป
ยี่ห้อ COLT สเตนเลส รุ่น 8800 SS
บานพับประตู ยี่ห้อ COLT สเตนเลส รุ่น 25 - 4 ” x 3 ” SS
กลอนประตู ยี่ห้อ COLT สเตนเลส รุ่น 400 - 6 ” SS
กระจก กระจกเขียวตัดแสง 6 มม.
บันได : โครงสร้างบันได คอนกรีตเสริมเหล็ก หรือตามแบบวิศวกรรม
ลูกตั้ง ฉาบปูนเรียบทาสี
ลูกนอน ไม้แดง 1 1/2 ” x 10 ” ทาเคมเกลซโพลียูรีเทน ชนิดเงา
ราวบันได สเตนเลส แบบราวเดี่ยว ไม่มีลูกกรง
งานไฟฟ้า : ขนาดสายไฟฟ้า และ ข้อกำหนดตามาตรฐานของการไฟฟ้า
นครหลวงฯ หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฯ
การเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านเดินสายร้อยท่อ PVC สีเหลือง
ฝังในผนังและร้อยท่อบนฝ้าเพดาน
แผงควบคุมไฟฟ้า ใช้ตู้คอนซูเมอร์ยูนิต ชนิดตู้เหล็ก พร้อม
เซอร์กิตเบรกเกอร์ มาตรฐาน IEC 898 ของ
SQUARE-D ขนาด 16 ช่อง พร้อมเดินสายดิน
สายเมนไฟฟ้า ใช้สายเดี่ยว ไทยยาซากิ THW 35 mm. 2
สายไฟฟ้าแสงสว่าง ใช้สายเดี่ยว ไทยยาซากิ THW 1.5 mm.2
( ชนิดเดินร้อยท่อ )
สายไฟฟ้าปลั๊ก ใช้สายเดี่ยว ไทยยาซากิ THW 2.5 mm . 2
( ชนิดเดินร้อยท่อ )
สายไฟฟ้าเครื่องทำน้ำร้อน, แอร์ ใช้สายเดี่ยว ไทยยาซากิ
THW 6 mm. 2 ( ชนิดเดินร้อยท่อ )
สายทีวี ใช้สาย สามารถ รุ่น RG 6 WE 3023-8 สำหรับเคเบิ้ลทีวี
สายโทรศัพท์ ใช้สาย PHELPSDODGE ขนาด 4 C 24
ดวงโคม แบบดาวน์ไลท์ อย่างน้อย 4 จุด/ห้อง ชนิดโคมแบบ
หลอดประหยัด
สวิทซ์ไฟ panasonic กำหนดให้ห้องละไม่เกิน 3 จุด
ปลั๊กไฟ panasonic กำหนดให้ห้องละไม่เกิน 2 จุด
งานประปา : ท่อเมนประปาน้ำดีภายในท่อ PVC ขนาด 3/4 มม. ชั้นคุณภาพ
13.5 อย่างหนา สีฟ้า
ท่อประปาน้ำดี ท่อ PVC ท่อน้ำไทย ขนาด 1/2 มม. ชั้นคุณภาพ
13.5 อย่างหนาสีฟ้า ข้อต่อส่วนที่ติดก๊อกน้ำ ใช้ประเภท
เกลียวในทองเหลือง
ท่อส้วม ท่อ PVC ตราช้าง ขนาด 4 ” ความหนาคุณภาพ 8.5
อย่างหนาสีฟ้า
ท่อน้ำทิ้ง ท่อ PVC ตราช้าง ขนาด 2 ” ความหนาคุณภาพ 8.5
อย่างหนาสีฟ้า
ท่อระบายอากาศ ท่อ PVC ตราช้าง ขนาด 1 ” ความหนา
คุณภาพ 5 อย่างหนาสีฟ้า
ปั๊มน้ำ MITSUBISHI 250w.
ถังน้ำ DOS 2000 ลิตร ชนิดถังไฟเบอร์
ระบบกำจัดน้ำเสีย : ถังบำบัดน้ำเสีย ใช้ถังบำบัดสำเร็จรูป AQUA DOS 2000
จำนวน 1 ถัง
ท่อระบายน้ำเสีย ใช้ท่อซีเมนต์ใยหิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 ”
ต่อจากตัวอาคารลงบ่อพักสาธารณะ
บ่อพักน้ำเสีย ใช้บ่อพักสำเร็จ ขนาด 30 x 40 ซม. วางทุกระบบ
ระยะ 6 ม. และทุกมุมเสี้ยว บ่อสุดท้ายเป็นบ่อดักขยะ
สุขภัณฑ์ : ใช้ผลิตภัณฑ์ COTTO สีขาว / สีมาตรฐาน
อ่างล้างหน้า COTTO CT1001 [HM]
ก๊อกอ่างล้างหน้า COTTO CT1001 [HM]
สะดืออ่างล้างหน้า COTTO CT673 [HM]
ชักโครก COTTO C1002
ฝักบัวสายอ่อน COTTO Z60 [HM]
สายฉีดชำระ COTTO CT992 [HM]
ที่ใส่สบู่ COTTO CT0015 [HM]
ที่ใส่กระดาษชำระ COTTO CT0016 [HM]
กระจกเงา COTTO MC 123
ราวแขวนผ้า COTTO CT0053 [HM]
งานสี : ผนังภายใน สีอะครีลิค คุณภาพสูง ICI SUPERSHELD
ผนังภายนอก สีอะครีลิค คุณภาพสูง ICI SUPERSHELD
บันไดและพื้นไม้รางลิ้น เคลือบเคมเกลซโพรียูรีเทน ชนิดเงา
ผิววงกบไม้ ทาสีน้ำมัน TOA ทั้งภายใน และ ภายนอก
ผิวบานประตู และ หน้าต่างไม้ ทาสีน้ำมัน TOA ทั้งภายนอก ภายใน
ไม้เชิงชาย และไม้ระแนง ทาสีอะครีลิค (ชนิดทาภายนอก )
ระบบป้องกันปลวก : รับประกันป้องกันปลวก 3 ปี นับจากเข้าฉีดน้ำยาครั้งแรก
พร้อมเดินท่อน้ำยาในคานใต้พื้นชั้นล่างของตัวบ้าน สำหรับอัดน้ำยา
ในอนาคต
-----------------------------------------------------------------------------
หมาย เหตุ*** : ตารางนี้ เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นการใช้วัสดุเท่านั้น ไม่ได้แสดงว่าวัสดุที่ระบุยี่ห้อ , รุ่น ไว้นี้ เป็นวัสดุที่มีมาตรฐานสูงกว่าอย่างอื่น


ตัวอย่างการระบุราย ละเอียดวัสดุก่อสร้างนี้ เป็นแบบมาตรฐานปานกลาง ระบุรายละเอียด ในแง่ของการกำหนดวัสดุ ที่ครอบคลุมงานทุกประเภท วัสดุต่างๆจะมีการระบุขนาด ยี่ห้อ และรุ่นที่ใช้ ทำให้เราสามารถตรวจสอบได้ ว่าวัสดุก่อสร้างที่จะใช้ มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด มีราคาถูกหรือแพง เปรียบเทียบกับวัสดุ ที่คุณรู้จัก หรือที่เชื่อถือ หรือเปรียบเทียบระหว่างโครงการต่างๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกซื้อ

บางกรณี การระบุวัสดุก่อสร้าง อาจไม่ละเอียดเท่านี้ เพราะบางครั้งอาจระบุว่า “เลือก หรือกำหนดภายหลัง” ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวัสดุที่มีลวดลาย หรือสีสัน ที่ต้องการความชอบเฉพาะตัว และตัดสินใจภายหลังได้ โดยมีมาตรฐานเดียวกัน สิ่งที่ควรตรวจสอบอีกอย่าง คือรายการที่ระบุเทียบเท่า หลายอย่างนั้น เป็นการระบุที่ให้ความยืดหยุ่น ในการจัดหาวัสดุก่อสร้าง ที่บางครั้งอาจขาดตลาด แต่ไม่ได้เป็นการเปิดช่องให้โครงการลดค่าใช้จ่ายโดยใช้วัสดุที่มีมาตรฐานรอง ลงมา โดยบางทีอาจจะไม่เทียบเท่าจริงๆ


สุดท้าย เมื่อได้ทำการก่อสร้างแล้ว เราก็จะใช้รายการวัสดุนี้ ในการตรวจสอบ ว่าการก่อสร้างนั้นๆ เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้หรือไม่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ซื้อ หรือเจ้าของบ้านเอง


TraveLarounD



Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2553 23:58:29 น.
 



เรื่องบ้าน : ส่วนประกอบที่สำคัญของตัวบ้าน
เรื่องบ้าน : ส่วนประกอบที่สำคัญของตัวบ้าน


ใน ตอนนี้ เราจะมาทำความเข้าใจกับส่วนประกอบของบ้าน อย่างละเอียดยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของหน้าที่ของแต่ละส่วน วัสดุก่อสร้างที่ใช้ และวิธีการก่อสร้างที่ถูกต้อง เมื่อเราต้องไปดู ตรวจสอบ หรือตรวจรับ จะได้เข้าใจและตัดสินใจได้ง่าย และถูกต้อง เราจะไล่ดูกันไปตามลำดับของการก่อสร้าง เพื่อให้ง่ายในการจำ และเข้าใจวิธีการก่อสร้างไปด้วยในตัว



1. ฐานราก
เป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญ แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเสาเข็ม ฐานรากและตอม่อ

เสาเข็ม
เป็นส่วนแรกของบ้าน ที่ก่อสร้างก่อนส่วนอื่น ทำด้วยวัสดุก่อสร้างหลักๆ คือ เสาเข็มไม้ และ เสาเข็มคอนกรีต เสาเข็มไม้ จะมีขนาดเล็ก รับน้ำหนักได้ไม่มาก การใช้งานจะใช้หลายๆต้น เพื่อให้รับน้ำหนักได้มาก ตามขนาดของบ้าน จึงนิยมใช้กับบ้านหลังเล็กๆ หรือบ้านชั้นเดียว การก่อสร้างจะตอกโดยใช้แรงคน ด้วยวิธีก่อสร้างแบบดั้งเดิม (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมีน้อย) หรือใช้รถแบคโฮลกด ซึ่งจะรวดเร็วกว่า ส่วนบ้านที่มีขนาดใหญ่หรือสูงมากกว่า 2 ชั้น ก็จะต้องใช้เสาเข็มคอนกรีตขนาดใหญ่ หรือยาวขึ้น ในพื้นที่ดินอ่อน ริมน้ำ ริมทะเล และในกรณีพิเศษที่การก่อสร้างยาก ที่แคบ ที่ไม่สะดวกในการตอกเสาเข็ม ก็มีเข็มคอนกรีตแบบเข็มเจาะที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแบบอื่นๆ


การทำเสาเข็มเจาะ ในสภาพพื้นที่พิเศษ





ฐานราก
เป็นแผ่นคอนกรีต ที่หล่อทับหัวเสาเข็ม เพื่อรับแรงต่อจากเสาเข็มแล้วรวมไปยังเสาตอม่อ ในบางกรณีที่ดินแข็งอาจไม่จำเป็นต้องตอกเสาเข็ม เราก็จะหล่อตอม่อได้เลย ฐานราก เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดประมาณ 0.80 ถึง 1.20 เมตร สำหรับบ้าน 2 ชั้นทั่วไป มีความหนาไม่ต่ำกว่า 20 ซม.


เสาเข็มที่ตอกแล้ว และที่ทำฐานรากแล้ว






ตอม่อ
เสา ส่วนที่ตั้งบนฐานราก ขึ้นมารับคานพื้นชั้นล่าง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในดิน ทำหน้าที่เหมือนกับเสา ทุกประการ ต่างกันเพียง ตำแหน่งที่ตั้งเท่านั้น


ตอม่อ ที่หล่อขึ้นจากฐานราก







2. โครงสร้าง และบันใด
งานโครงสร้างที่เรานิยมคือ ระบบเสา-คาน มีวัสดุหลักๆ ที่ใช้กันอยู่ 3 ชนิดคือ ไม้ คอนกรีตเสริมเหล็ก และเหล็ก เสาไม้เริ่มหายากและราคาแพงขึ้นมาก จึงไม่ค่อยนิยมจะใช้กัน นอกจากบ้านไม้หลังเล็กๆ หรือเรือนไทย ที่มีราคาแพงมาก ปัจจุบันการก่อสร้างจึงใช้คอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นหลัก โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก จะประกอบด้วยวัสดุ 2 อย่าง คือ คอนกรีต กับ เหล็ก



การทำโครงสร้าง จากคานแล้วจึงมาหล่อเสา







บันใด
องค์ ประกอบที่มีหน้าที่เป็นทางติดต่อระหว่างชั้น จึงควรมีความแข็งแรงเท่ากับโครงสร้าง ซึ่งการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กดูจะเหมาะสมที่สุด ส่วนเหล็ก จะด้อยเรื่องความสวยงามลงไป ซึ่งการตกแต่งก็อาจจะใช้ไม้มาเป็นขั้นบันใด ทำให้ดูสวยงาม











3. ผนังและช่องเปิดต่างๆ (ประตู-หน้าต่าง)
ส่วน นี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสวยงามของตัวบ้าน และยังมีผลโดยตรงต่อการใช้งานอาคารในด้านการป้องกันความร้อน แสงแดด และน้ำฝน การตัดสินใจเลือกวัสดุที่จะใช้ และขนาดระยะต่างๆ จะต้องเหมาะสมกับการใช้สอย


ในหลักการแล้ว ผนังที่อยู่ภายนอกทั้งหมด ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน เพื่อป้องกันความร้อน แสงแดด และน้ำฝน ได้เต็มที่ โดยเฉพาะในบ้านเรา มีอากาศร้อน แดดแรง ผนังควรจะสามารถเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีอีกด้วย ส่วนผนังภายใน อาจไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุที่แข็งแรงมาก เพราะเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยได้ในภายหลัง ก็จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย


วัสดุก่อสร้างที่นิยมใช้กัน ก็มีไม้ อิฐ และคอนกรีตบล็อก ซึ่งไม้ ก็เริ่มใช้น้อยลง เช่นส่วนประกอบอื่นๆ เช่นกัน วัสดุที่นิยมใช้มาก ได้แก่อิฐมอญ แต่บ้านเรามักจะประหยัดด้วยการก่ออิฐมอญแบบครึ่งแผ่น ทำให้ไม่สามารถกันความร้อนได้เต็มที่ ห้องที่อยู่ด้านทิศตะวันตก จะระอุด้วยความร้อน มากกว่าห้องอื่นๆ ถ้าจะให้ดีควรก่ออิฐมอญแบบเต็มแผ่น หรือก่อ 2 ชั้น มีฉนวนกันความร้อนอยู่กลาง หรือถ้าจะประหยัด ก็ทำเฉพาะด้านทิศตะวันตก ที่ร้อนที่สุดเพียงด้านเดียวก็ได้









ช่องเปิดต่างๆ เช่นหน้าต่าง ช่องแสง ช่องลม จะเป็นตัวเน้นความสวยงาม น่าอยู่ ของตัวบ้าน




ช่องเปิดต่างๆ
หมาย ถึงประตูและหน้าต่างทั้งหลาย ซึ่งไม่เพียงแต่มีประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังเพิ่มความสวยงามให้บ้านอีกด้วย การเจาะช่อง ประตู หน้าต่าง จึงต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว ทั้ง 2 ด้าน เช่นหน้าต่าง นอกจากจะเปิดระบายอากาศ ชมวิวแล้ว ภายในบ้าน ก็มีผลต่อการจัดวางเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย ผนังเป็นส่วนประกอบที่แข็งแรง มีราคาถูก ส่วนช่องเปิด จะเป็นตัวเน้นความสวยงาม น่าอยู่ ของตัวบ้าน แต่จะใช้งบประมาณมากกว่ากัน ประเภทบ้านจัดสรร จึงมักเปิดหน้าต่างไม่มาก เหมือนบ้านที่สร้างเอง







4. หลังคา
เป็นส่วนที่มีความสำคัญ ไม่แพ้ส่วนอื่น คอยปกป้อง แดด ฝน ให้กับส่วนอื่นๆทั้งหมด ส่วนของหลังคา ถ้ามีปัญหา ก็จะทำความเสียหายให้กับตัวบ้านได้









หลังคา ประกอบด้วยวัสดุหลัก 2 ส่วน คือโครงหลังคา และวัสดุมุงหลังคา มีความสำคัญเท่าเทียมกัน และทำหน้าที่ร่วมกันอย่างสามัคคี โครงหลังคา ถ้าไม่แข็งแรง แอ่นยุบ ก็จะทำให้กระเบื้องอ้า เผยอ น้ำรั่วเข้าบ้านได้ หลังคาถ้าไม่แข็งแรง ก็จะแตกหัก หรือมุงไม่สนิท ก็เป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึม สร้างความเสียหาย กับโครงหลังคา และตัวบ้านได้ เช่นกัน


ส่วน ประกอบอื่น ที่มีความสำคัญรองลงมา คือ ฝ้าเพดาน มีฝ้าเพดานภายใน และฝ้าภายนอก (ฝ้าชายคา) และปัจจุบัน มีวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่เข้ามาเพิ่มเติม คือวัสดุที่เป็นฉนวนกันความร้อน ที่จริงฝ้าเพดานภายใน ควรจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนได้ด้วย แต่มันไม่สามารถกันได้ 100 % จึงต้องมีฉนวนมาช่วยเสริม โดยเฉพาะถ้าวัสดุมุง มีความบางและสะท้อนความร้อนไม่ดีพอ ส่วนฝ้าเพดานภายนอก จะทำหน้าที่ต่างจากฝ้าเพดานภายใน เพราะฝ้าภายนอก จะไม่กันความร้อน แต่จะต้องสามารถให้อากาศผ่านได้ เพื่อปล่อยให้มีการระบายอากาศ ในพื้นที่ใต้หลังคา ไม่ให้ถ่ายเทความร้อน ลงสู่ห้องข้างล่าง



การก่อสร้างโครงหลังคาแบบเดิม






โครงหลังคา
จะ ใช้วัสดุก่อสร้าง หลักๆ 2 ชนิด คือไม้ กับเหล็ก ส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กมักจะใช้แค่โครงสร้างใหญ่ๆ เช่นคาน แต่ส่วนจันทัน แป ตง นั้นก็นิยมใช้ไม้และเหล็ก ซึ่งนับวันไม้ก็เริ่มใช้น้อยลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับส่วนอื่นๆ อนาคตก็คงจะเหลือแค่โครงเหล็กเท่านั้น ที่จะเป็นพระเอกอยู่บนหลังคาแต่เพียงผู้เดียว โครงหลังคาเหล็ก เริ่มมีเข้ามาทดแทนเมื่อไม้ มีราคาแพงขึ้น การใช้โครงหลังคาเหล็กแบบดั้งเดิม(เหล็กดำ) เป็นการเปลี่ยนทั้งวัสดุ และวิธีการทำงาน เพราะเหล็กต้องใช้การเชื่อมเป็นหลัก แม้จะทำงานได้รวดเร็วกว่าโครงไม้ โครงหลังคาเหล็กแบบดั้งเดิมก็ยังมีข้อเสียหลายประการ เช่น การติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน มีน้ำหนักมาก และสิ้นเปลืองวัสดุ มีการผุกร่อนของเหล็ก แม้จะทาสีกันสนิมแล้วก็ตาม










นอก จากวัสดุก่อสร้าง ที่ใช้แล้ว เรื่องของแบบหลังคา ก็มีผลกับการก่อสร้างเช่นเดียวกัน นอกจากแบบที่ดูสวยงามแล้ว การใช้รูปแบบ และวัสดุที่เหมาะสมกับรูปแบบนั้นๆ ก็มีความสำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่น ความลาดเอียงของหลังคา มีผลกับความสามารถในการป้องกันน้ำของกระเบื้องมุงหลังคา เพราะฝนในบ้านเรามันตกแบบดุเดือด ทั้งมาก และแรง ลำพังน้ำฝนที่ตกลงมาเฉยๆ มันก็คงไม่รั่วง่ายๆ แต่ว่าลมแรงๆ มันจะพัดพาน้ำฝนให้ไหลย้อนไปตามร่องห่าง ระหว่างแผ่นกระเบื้องได้ (บางทีมันก็พัดกระเบื้องเปิดเสียด้วยซ้ำ) ดังนั้น กระเบื้องยิ่งแผ่นเล็กมาก ความลาดชันก็ต้องมีมาก เพื่อให้น้ำระบายลงได้เร็วที่สุด แม้แต่วิธีการปูที่ถูกต้องก็มีผลแตกต่างกัน เช่นการเรียงซ้อนกระเบื้องให้หลบทิศทางของลมฝน ก็สามารถป้องกันการรั่วของหลังคาได้ดี กว่าการที่ปูโดยไม่คำนึงถึงทิศทางลม

นอก จากการรั่วที่เกิดขึ้นบนหลังคาโดยตรงแล้ว น้ำฝนยังสามารถสาดเข้าบ้านทางผนัง หรือช่องลมได้ด้วย ดังนั้น หลังคาที่เหมาะกับสภาพอากาศของบ้านเรา จะต้องยื่นยาวมากๆ เพื่อกันฝนที่มากับกระแสลม อย่างต่ำไม่ควรน้อยกว่า 1 เมตร ถ้าได้ถึง 1.50 เมตร ก็จะกันได้ดีเกือบ 100 % ยกเว้นในพื้นที่โล่งๆ หรือริมทะเล ที่มีลมแรงมากกว่าปกติ

แบบของหลังคา ยิ่งมีความสลับซับซ้อนมาก ก็ทำให้ก่อสร้างยาก ก่อสร้างแล้วมีจุดอ่อน หรือจุดบกพร่องมากตามไปด้วย บางครั้งวัสดุมุงหลังคา ก็มีข้อจำกัดในการมุง เขาไม่ได้ออกแบบกระเบื้องให้มุงหลังคาได้ทุกรูปแบบอย่างไม่จำกัด







ระบบ "โครงหลังคาเหล็กสมาร์ททรัส" (smartruss)




ปัจจุบัน โครงหลังคามีวัสดุให้เลือกหลายชนิด โดยมีการผลิตวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ มาทดแทนเหล็กโครงสร้างแบบเดิม ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมระบบโครงสร้างหลังคาเหล็กพร้อมประกอบ เรียกว่า ผลิตภัณฑ์โครงหลังคาเหล็กสมาร์ททรัส (Smartruss) ซึ่ง เป็นโครงหลังคากึ่งสำเร็จรูปผลิตจากเหล็กเคลือบซิงคาลุม ซึ่งเป็นเหล็กเคลือบโลหะผสมระหว่างอลูมิเนียมกับสังกะสี ทำให้มีน้ำหนักเบา และกันสนิมได้ดีกว่าเดิมถึง 4 เท่า นอกจากนั้น เขายังคิดระบบวิธีการติดตั้งที่รวดเร็ว ปราณีต ลดจำนวนของเสีย มีวิธีติดตั้งด้วยระบบสกรู ช่วยให้การก่อสร้างบ้านทำได้รวดเร็ว ปลอดภัยและสร้างความมั่นใจได้ จนเป็นที่นิยมกันอย่างรวดเร็ว มีโครงการต่างๆ เปลี่ยนมาใช้โครงหลังคาเหล็กสมาร์ทรัสกันหลายโครงการ









วัสดุมุงหลังคา
ที่เรียกว่ากระเบื้องมุงหลังคา เป็นส่วนประกอบที่มีความหลากหลาย ให้เลือกใช้ ที่นิยมกันมากในยุคนี้ จะเป็นกระเบื้องซีเมนต์ ที่เรารู้จักกันในนามกระเบื้อง โมเนีย ซึ่งมีความหนาและทนทานกว่า กระเบื้องลอนแบบเดิม ที่บางและแตกหักง่ายกว่า แต่กระเบื้องโมเนียนั้นหนากว่า จึงหนัก และไม่สะดวกที่จะทำให้แผ่นใหญ่เหมือนกระเบื้องลอนได้ วัสดุอื่นๆก็มีเหล็กลอนที่ก่อนนี้ใช้งานกับอาคารประเภทโรงงาน หรืออาคารใหญ่ๆมากกว่า แต่เดี๋ยวนี้ กระแสแบบโมเดิร์น ทำให้เกิดความนิยมในการนำมาใช้สร้างบ้าน เพราะวัสดุแบบนี้มีความยาวไม่จำกัด จึงไม่มีรอยต่อของแผ่น ตัดปัญหาการรั่วซึมได้ และน้ำหนักเบา เหมาะกับบ้านแบบโมเดิร์น ที่ต้องการหลังคาแบนๆแบบตะวันตก และไม่ต้องโชว์ตัวหลังคา








5. งานระบบ
(ไฟฟ้า ประปา และอื่นๆ) ระบบต่างๆ มีไว้อำนวยความสะดวกของอาคารหรือบ้าน หากงานระบบเหล่านี้ ถูกออกแบบมาไม่เหมาะสม หรือติดตั้งผิดตำแหน่ง จะทำให้การใช้ประโยชน์ในอาคารเกิดความไม่สะดวกหรือเกิดอันตรายได้ การเดินไฟ ติดตั้งไม่ดี หรือไม่ถูกหลัก ก็เป็นสาเหตุให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้บ้านได้


งานระบบที่สำคัญและจำเป็นสำหรับบ้านได้แก่

ระบบไฟฟ้า
เป็นการอำนวยความสะดวกสบายหลากหลายอย่าง เพราะอุปกรณ์ต่างๆในปัจจุบัน มักทำงานได้ด้วยกระแสไฟฟ้า ความสำคัญอย่างแรกคือ การให้แสงสว่าง ให้เราทำอะไรได้ในยามค่ำคืน และไฟฟ้ายังเป็นพลังงานแบบสำเร็จรูป ช่วยให้เราได้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อำนวยความสะดวกต่างๆ ช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานให้ความเย็นกับเรา ช่วยให้ตู้เย็นช่วยเก็บและถนอมอาหารของเรา ช่วยให้ความบันเทิงผ่านเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ ช่วยคุณแม่บ้าน ปั่นเครื่องซักผ้า และเตารีด และที่ขาดไม่ได้ในปัจจุบันคือคอมพิวเตอร์ให้เด็กๆได้ท่องโลกอินเตอร์เนท และเล่นเกมส์อย่างมีความสุข


ระบบประปา
ด้วยระบบน้ำดี และน้ำทิ้ง ช่วยอำนวยความสะดวก เรื่องน้ำกินน้ำใช้ ไม่ต้องอาศัยแม่น้ำลำคลอง เหมือนสมัยโบราณ มีทุกข์หนัก ก็ไม่ต้องวิ่งเข้าป่า เข้าทุ่ง แต่แม้ระบบจะดูทันสมัยในปัจจุบัน ถ้าก่อสร้างไม่ถูกหลัก ขนาดท่อไม่ถูกต้อง ก็จะมีปัญหาเรื่องแรงดันน้ำ ไม่สม่ำเสมอ เวลาเปิดก๊อกน้ำพร้อมกัน บางก๊อกน้ำจะเบา










ระบบ ที่มีปัญหามากกว่าเพื่อน ที่ผมจะต้องคอยให้คำปรึกษาในการแก้ปัญหาอยู่บ่อยๆได้แก่ระบบน้ำทิ้ง ที่สร้างความปวดหัว เรื่องท่อตัน ส้วมเต็ม เพราะมักจะใช้ขนาดท่อ ไม่ได้มาตรฐาน เล็กเกินไป ทำให้อุดตันได้ง่าย และแก้ไขยาก เพราะระบบพวกนี้ จะหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน ใต้พื้น ในผนัง ยังดีที่ปัจจุบัน เขายังคิดอุปกรณ์ที่แก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งง่ายขึ้น คือ “งูเหล็ก” ที่ทะลวงท่อได้ โดยไม่ต้องไปทุบพื้น แต่ก็มีข้อจำกัดเพราะท่อแต่ละท่อ ไม่ใช่สั้นๆ ตัวงูเหล็กมันมีความยาวจำกัด หรือบางทีท่อโค้งหรือต่อแยกออกไป มันก็ทะลวงไปไม่ได้เหมือนกัน


ระบบโทรศัพท์
อำนวยความสะดวกในการติดต่อกับญาติมิตร เพื่อนฝูง แต่เริ่มมีสิ่งทดแทน ทั้งระบบมือถือ ไร้สาย และการสื่อสารทางอินเตอร์เนท
ระบบ อื่นๆ ที่มีมาเสริม แต่ไม่ถึงกับจำเป็นสำหรับบ้านทุกๆหลัง ได้แก่ ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบกล้องวงจรปิด และถ้ามีงบประมาณมากๆก็จะสามารถใช้ระบบ “อัจฉริยะ” ควบคุมเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆภายในบ้านได้ทั้งหมด






6. งานตกแต่งสถาปัตยกรรม
เป็นส่วนสุดท้าย บ้านจะสวยงาม สมใจของเจ้าของหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกประเภทวัสดุตกแต่งทั้งหลาย คือวัสดุตกแต่งผิว ทั้งผิวพื้น ผนัง รวมถึงสีที่เลือกใช้ แต่บางครั้ง ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานด้วย เช่นวัสดุปูพื้นที่ลื่นหรือหยาบในบางตำแหน่ง วัสดุตกแต่ง จะเป็นส่วนที่มีมูลค่ามากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของอาคาร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวัสดุตกแต่งที่มีราคาแพง จะต้องดีเสมอไป


วัสดุ ตกแต่ง ที่ใช้กันมาก และราคาไม่แพง ได้แก่สีทาบ้าน มีให้เลือกใช้มากมายหลายชนิด สร้างบรรยากาศให้กับบ้าน ตามโทนสีที่ใช้ แต่สีก็ไม่ทนทานเหมือนวัสดุชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะสีทาภายนอก ที่ต้องเจอกับสภาวะอากาศที่โหดร้ายพอสมควร

วัสดุตกแต่ง ที่จำเป็นอีกประเภท ได้แก่กระเบื้องเคลือบ ที่ใช้กรุผนังห้องน้ำ เป็นหลัก นอกจากนั้นก็นิยมปูพื้นบ้าน ด้วยความหลากหลายของสีสัน และลวดลาย แม้จะมีราคาแพงหน่อย แต่ก็เป็นวัสดุที่คงทนถาวร ใช้งานได้ยาวนาน พอๆกับตัวบ้านเลยทีเดียว ส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นการซ่อมแซม หรือตกแต่งใหม่ เสียมากกว่า การซ่อมแซมก็จะมีสาเหตุมาจากเรื่องระบบมากกว่า เช่นท่อน้ำรั่ว ตัน ก็ต้องทุบผนังไปเปลี่ยนท่อใหม่ จากนั้นก็หากระเบื้องมาซ่อมไม่ได้ เพราะไม่มีสีเดิมแล้ว จึงต้องรื้อปูใหม่กันทั้งห้อง












วัสดุตกแต่งพื้น
กระเบื้อง เคลือบแล้ว ก็ยังมีวัสดุหรูหราราคาแพงอีกหลายอย่าง เช่นไม้และปาเกร์ ที่เหมาะสมกับบ้านพักอาศัยมากที่สุด แต่ราคาก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆจนจะแพงแซงวัสดุอื่นๆไปในที่สุด หินอ่อน หินแกรนิต ก็เป็นวัสดุที่ทนทานสวยงาม ดูแลรักษาง่าย แต่ก็มีราคาสูง กระเบื้องยาง และพรมวิทยาศาสตร์ จะมีราคาไม่แพง แต่ก็ทนทานสวยงามสู้วัสดุอื่นๆไม่ได้ ที่นิยมอีกชนิดหนึ่ง แต่มีการใช้งานค่อนข้างจำกัด คือพรมปูพื้น เพราะเป็นวัสดุที่เปรอะเปื้อนง่าย แต่ดูแลรักษายาก จึงมักนิยมใช้กันเฉพาะห้องที่เป็นส่วนตัวหน่อย เช่นห้องนอน












วัสดุตกแต่งผนัง
นอกจากสีแล้ว การตกแต่งภายใน ก็นิยมใช้ wallpaper เพราะมีให้เลือกมากมาย หลากลวดลาย หลากสีสัน ราคาพอสมควร และการใช้งานก็มีความทนทานพอสมควรเช่นกัน ถ้าต้องการความหรูหรา ก็จะเป็นไม้ประเภทต่างๆ แต่ไม้จริงจะมีราคาแพง โดยเฉพาะไม้สักลายสวยๆ ดังนั้นไม้อัดจึงมาทดแทนไม้จริงได้ โดยไม่หนักงบประมาณ การตกแต่งถ้าต้องการบรรยากาศดูธรรมชาติ ก็มักจะใช้วัสดุธรรมชาติโดยตรง เช่น อิฐก่อโชว์แนว หินธรรมชาติ พวกหินทราย หินกาบ แต่ปัจจุบัน มีการทำวัสดุเทียมเลียนแบบธรรมชาติมาขาย ก็ได้รับความนิยมพอสมควร


โดยรวมแล้ว นอกจากรูปทรงของตัวบ้าน ก็มีวัสดุตกแต่งนี่แหละ ที่สามารถให้บรรยากาศ ตามที่เราชอบ เราต้องการได้เป็นอย่างดี


TraveLArounD




ปล. ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group : นานา สาระ๑๐๐๐ เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1300 เรื่องแล้ว

ส่วน ท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com

หลังจากที่ home’s lover club ที่ ning.com ต้องปิดลงไปเพราะเขาคิดค่าใช้จ่าย จึงจำต้องย้ายที่ ตอนนี้ผมเริ่มรวบรวมภาพต่างๆ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การจัดสวน และที่ยังไม่ได้เอามาเขียน มารวบรวมไว้ที่ facebook ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่ http://www.facebook.com/reqs.php#!/nanasara1000?v=photos

หมายเหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ส่วนผู้ที่ต้องการนำเรื่องไปโพสต่อ เพื่อเผยแพร่ โดยมิใช่ทางการค้า ขอให้ติดต่อขออนุญาตให้ถูกต้องก่อนโพส


Create Date : 29 มกราคม 2553    
Last Update : 23 ธันวาคม 2553 1:35:47 น.
 



เรื่องบ้าน สำหรับคนหาบ้าน : ความรู้ทั่วไปเรื่องบ้าน ที่ผู้ซื้อควรรู้

การจะหาบ้านสักหลัง สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีบ้าน คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะการมีบ้านสักหลัง สำหรับคนๆหนึ่ง ก็คงจะมีโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต เท่านั้น และเรื่องของบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ บ้านหลังหนึ่งๆ จะมีองค์ประกอบต่างๆมากมายหลายหลาก













ผมเคยร่ายยาวไว้ เรื่อง “การเลือกซื้อที่อยู่อาศัย” ที่แนะนำการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย อย่างกว้างๆไว้แล้ว ลองย้อนกลับไปอ่านได้ และแม้ว่าผู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่ จะคำนึงถึงเรื่องราคาและทำเลที่ตั้ง เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ “ตัวบ้าน” ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดังนั้น ในวันนี้ เราจะมาว่ากันเฉพาะเรื่อง “บ้าน” สำหรับคนที่จะซื้อ หรือจะสร้าง ให้มีความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับบ้าน การจะซื้อ หรือจะสร้าง จะได้นึกภาพออก ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าอะไรเป็นอะไร


เรื่องบ้านที่เราจะพูดถึงกันต่อไปนี้ ผมจะยังไม่เอาเรื่องของงบประมาณ มาเป็นเรื่องใหญ่ แต่จะว่ากันเรื่องการใช้งาน และการก่อสร้าง เสียก่อน เจาะลึกกันไปเป็นเรื่องๆ เอาแบบละเอียดเลยครับ แต่จะทยอยเล่ากันเป็นฉากๆ ตอนๆ ให้เข้าใจง่าย และเจาะจงเอาเรื่อง “บ้านเดี่ยว” มาเป็นหลัก เพราะเป็นอสังหาฯ ยอดนิยม ส่วนบ้านแบบอื่นๆ ก็คงต้องเอามาเทียบเคียงกับเรื่องนี้ (หรือถ้ามีเวลา ผมจะมาขยายความต่อในภายหลัง)









บ้านซื้อ หรือบ้านสร้าง

เพื่อ ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ผมจะอธิบายเรื่องบ้าน ให้ครอบคลุม บ้านในลักษณะของทั้ง บ้านจัดสรร และบ้านสร้างเอง เป็นข้อมูลรวมๆ ไปพร้อมๆกันหรือเปรียบเทียบกันไปบ้าง แม้บ้านทั้งสองประเภทนั้น จะมีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันอยู่หลายอย่าง เช่น

การซื้อบ้านจัดสรรนั้น จะสะดวกกว่าการปลูกเอง ไม่ต้องวุ่นวายและยุ่งยากกับการสร้างบ้านมากนัก สามารถดูบ้านจากสำนักงานขาย หรือบ้านตัวอย่างได้เลย ชอบไม่ชอบ ก็ตัดสินใจง่าย แต่ข้อเสียก็คือ มาตรฐานการก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง จะสู้การปลูกเองไม่ได้ เพราะโครงการต่างๆ เขาต้องแข่งขันกันในเรื่องราคา (ไม่ว่าจะเป็นบ้านในระดับใด) การใช้วัสดุก่อสร้างดีๆ แพงๆ จึงทำไม่ได้เต็มที่ เหมือนบ้านที่สร้างเอง การซื้อบ้านจัดสรรก็เหมือนการเลือกซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูป บางทีเราก็ไม่สามารถจะทราบได้ว่ากระบวนการผลิตเป็นเช่นไร แต่ว่าถ้าเราสามารถตรวจสอบในขั้นตอนการก่อสร้างได้ ก็จะทำให้แน่ใจได้มากขึ้น ในเรื่องของคุณภาพ และมาตรฐาน











ส่วน การปลูกสร้างบ้านเองนั้น แน่นอน ขั้นตอนต่างๆย่อมมากกว่ากัน และเราก็ต้องมีเวลากับมัน ในทุกขั้นตอน แต่ข้อดีคือ เราจะได้บ้านที่เราต้องการมากที่สุด (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะแพงกว่าบ้านจัดสรร) เหมือนกับการซื้อเสื้อแบบสั่งตัด วัดตัว ย่อมได้เสื้อที่พอดี พอเหมาะตามต้องการทุกอย่าง อาจเสียเวลารอ จ่ายค่าแรงเพิ่ม แต่ก็เป็นของเฉพาะตัว ไม่มีใครเหมือน (ถ้าเป็นบ้านจัดสรร ก็ต้องไปต่อเติมโน่น แก้ไขนี่ ให้วุ่นวาย เช่นกัน)





ความมั่นคง แข็งแรง ของบ้าน

แต่ สิ่งที่เป็นมาตรฐานของบ้าน ที่เหมือนกัน และสำคัญ ลำดับต้นๆ ก็คือความมั่นคง แข็งแรง ของบ้าน เพราะบ้าน ไม่ได้สร้างกันบ่อยๆ บ้านหลังหนึ่งๆอาจใช้เป็นที่อยู่ของครอบครัว ไปได้ถึง 4-5 ชั่วอายุคน บ้านที่มั่นคง แข็งแรง จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพียงหนเดียว แต่ถ้าเราสร้างมันอย่างประหยัด ใช้วัสดุที่ไม่คงทน มันก็จะมีอายุสั้น ใช้งานได้ไม่กี่สิบปี

ส่วนประกอบของบ้าน จะประกอบด้วยส่วนต่างๆหลายอย่าง โดยทั่วไป เราจะแบ่งลักษณะงานเป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้
6.1 ฐานราก
6.2 โครงสร้าง
6.3 ผนังและช่องเปิดต่างๆ (ประตู-หน้าต่าง)
6.4 หลังคา
6.5 งานระบบ (ไฟฟ้า ประปา และอื่นๆ)
6.6 งานตกแต่งสถาปัตยกรรม

แต่ถ้าจะแบ่งแยกให้เข้าใจง่าย เพื่อพิจารณาเรื่องความแข็งแรงของบ้าน เราจะแยกแค่ 2อย่าง เท่านั้น คือ
1. ส่วนโครงสร้าง
2. ส่วนประกอบตกแต่ง




โครงสร้าง
ได้แก่ ส่วนที่เป็นตัวรับ ยึด ตั้ง ของส่วนประกอบอื่นๆ ให้เป็นรูปร่าง เป็นห้อง โครงสร้างจึงต้องมีความแข็งแรง รับน้ำหนักต่างๆได้หมด รับแรงลมแรงพายุ แรงแผ่นดินไหว ได้อย่างดี ส่วนประกอบหรือตกแต่งอื่นๆ แม้ทรุดโทรมผุพังไป ก็ซ่อมแซมเปลี่ยนใหม่ได้ แต่โครงสร้างต้องแข็งแรงทนทานให้ได้ระยะเวลานานๆ เป็นร้อยปีขึ้นไป










ส่วน ประกอบตกแต่ง ผนัง ประตู หน้าต่าง งานระบบต่างๆ เป็นส่วนประกอบที่ตามมาก่อสร้างและประกอบภายหลัง เมื่องานโครงสร้างแล้วเสร็จ เพื่อแบ่งการใช้งานต่างๆ ไปตามหน้าที่ของมัน และเพื่อความสวยงาม พวกผนังประตูหน้าต่าง ถ้าสร้างอย่างดี แข็งแรง ก็จะมีอายุการใช้งาน ได้นานเท่าๆกับโครงสร้าง แต่ถ้าใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัด ราคาถูก แต่ไม่แข็งแรง มันก็จะพังไปก่อน ต้องคอยปรับปรุงซ่อมแซม เป็นระยะๆ เช่นงานระบบต่างๆ ระบบไฟฟ้า พวกสายไฟก็จะเสื่อมสภาพก่อน บ้านเก่าๆ จึงต้องเดินระบบไฟกันใหม่ทั้งหลัง ถ้าไม่อยากให้ไฟลัดวงจร จนเป็นสาเหตุให้ไฟไหม้บ้าน ท่อประปา นานๆเข้า ก็จะรั่วซึม ทำให้น้ำไปทำลายวัสดุก่อสร้างอื่นๆพังตามไป เช่นฝ้าเพดานผุเปื่อย ผนังปูนบวม กระเทาะ เป็นต้น แต่การซ่อมแซมส่วนประกอบพวกนี้ ก็ไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างของบ้าน ที่ยังมั่นคงแข็งแรงอยู่





มาตรฐานงานก่อสร้าง

สิ่ง หนึ่งที่จะทำให้เรามั่นใจว่าโครงสร้าง และบ้านของเรา มั่นคงแข็งแรงนั้น ก็คือ มาตรฐานงานก่อสร้าง ซึ่งจะดีหรือไม่ดีนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ ว่าควบคุมคุณภาพได้ดีแค่ไหน ใช้วัสดุก่อสร้างดีแค่ไหน เพราะบางที การดูภายนอกอาจจะมั่นคง สวยงาม แต่ส่วนที่เรามองไม่เห็น เช่นโครงสร้างใต้ดิน หรือบนหลังคา ก็อาจจะทำให้เศร้า หรือเสียเงินภายหลังได้ บ้านจัดสรรจึงมีมาตรฐานสู้บ้านที่สร้างเอง หรือบ้านที่สถาปนิกออกแบบไม่ได้ เพราะเขาออกแบบคำนวณกันเฉพาะ และเผื่อความแข็งแรง มากกว่า


บ้านอยู่สบาย ประหยัดพลังงาน และค่าใช้จ่าย

ปัจจุบัน เมื่อโลกตกอยู่ในสถานะผิดปรกติ ทำให้การสร้างบ้าน มีปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาหลายอย่าง คือนอกจากจะอยู่สบายแล้ว ต้องประหยัดพลังงาน และค่าใช้จ่าย ในการใช้งานและบำรุงรักษาอีกด้วย ซึ่งปัจจัยพวกนี้ เราต้องวางแผนการออกแบบ ก่อสร้าง ตั้งแต่แรก จึงจะได้ผลดีที่สุด การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างประหยัด ต้องมีการนำเทคนิคการก่อสร้างๆ และวัสดุที่เหมาะสม มาใช้ในการก่อสร้างบ้านให้ประหยัดพลังงาน จึงจะประหยัดค่าใช้จ่าย ได้ผลตามมา









เมื่อ เข้าใจหลักการ ของการสร้างบ้าน ให้มั่นคง แข็งแรงแล้ว จะย้อนมาว่าเรื่องของส่วนประกอบต่างๆ ให้ละเอียดขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก หรือน่าปวดหัว เพราะเราต่างก็สัมผัสกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้มาสร้างเอง ซื้อเองเท่านั้น ส่วนประกอบหลักๆที่ควรรู้ ได้แก่

1.ฐานราก เป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญที่สุด แต่เรามองไม่เห็น ฐานราก แบ่งเป็น 3 ส่วน คือเสาเข็ม ฐานรากและตอม่อ ทั้ง 3 ส่วนนี้ จะทำหน้าที่รับน้ำหนักบ้านทั้งหลัง ที่อยู่เหนือดิน ไม่ให้ทรุด จม หรือเอียง จนเป็นสาเหตุให้บ้านพัง เสาเข็มจะเป็นตัวรับน้ำหนักส่วนใหญ่ ด้วยแรงต้านของดิน และถ้ามีเสาเข็มจำนวนมาก เราก็จะมีฐานราก ที่มารับน้ำหนักรวมจากเสาเข็มหลายต้น ให้มาอยู่ที่ตอม่อต้นเดียว เพื่อขึ้นมารับเสาต่อไป (ฐานราก ที่จริงไม่ได้มีแบบนี้เพียงระบบเดียว แต่บ้านทั่วไปในประเทศไทย นิยมใช้ระบบนี้ เกือบทั้งหมด ยกเว้นบางพื้นที่ พื้นดินมีความแน่น แข็งมาก อาจไม่จำเป็นต้องตอกเสาเข็ม ก็ใช้เพียงฐานรากเพียงอย่างเดียว)




2. งานโครงสร้าง และบันใด ก็จะหมายถึง ระบบเสา-คาน โดยมีวัสดุหลักๆ ที่ใช้กันอยู่ 3 ชนิดคือ ไม้ คอนกรีตเสริมเหล็ก และเหล็ก แต่ปัจจุบัน ไม้เริ่มหมดและราคาแพงขึ้นมาก จึงไม่ค่อยจะใช้กันแล้ว คงมีคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นหลัก ที่นิยมใช้กันมากที่สุด โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก จะประกอบด้วยวัสดุ 2 อย่าง ตามชื่อของมัน คือ คอนกรีต กับ เหล็ก ซึ่งวัสดุ 2 ชนิดนี้ ทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน คอนกรีตจะรับน้ำหนักแบบกดได้ดี แต่เหล็กจะรับแรงบิดแรงเฉือน เช่นเสา มีคอนกรีตรับน้ำหนักเป็นหลัก แต่คาน จะมีเหล็ก รับน้ำหนักเป็นหลัก การจะใช้เหล็กใหญ่เล็ก กี่เส้น ต้องให้วิศวกรคำนวณ ตามน้ำหนักและขนาดของบ้าน ไม่มีขนาดตายตัว บางทีก็จะยืดหยุ่นตามราคาวัสดุด้วย เช่นเวลาเหล็กแพง ก็ใช้เหล็กน้อย คอนกรีตมาก เสาก็จะใหญ่หน่อย แต่ถ้าปูนแพง เหล็กถูก เสาก็จะเล็กกว่า (แต่ความแข็งแรงเท่ากัน)








บันใด
เป็นองค์ประกอบที่มีหน้าที่เป็นทางติดต่อระหว่างชั้น จึงควรมีความแข็งแรงเท่ากับโครงสร้าง ซึ่งการใช้คอนกรีตเสริมเหล็กดูจะเหมาะสมที่สุด ส่วนเหล็ก จะด้อยเรื่องความสวยงามลงไป ซึ่งการตกแต่งก็อาจจะใช้ไม้มาเป็นขั้นบันใด ทำให้ดูสวยงาม





3. ผนังและช่องเปิดต่างๆ (ประตู-หน้าต่าง) งานส่วนนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสวยงามของตัวบ้าน และยังมีผลโดยตรงต่อการใช้งานอาคารในด้านการป้องกันความร้อน แสงแดด และน้ำฝน การตัดสินใจเลือกวัสดุที่จะใช้ และขนาดระยะต่างๆ จะต้องเหมาะสมกับการใช้สอย








ใน หลักการแล้ว ผนังที่อยู่ภายนอกทั้งหมด ควรใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน เพื่อป้องกันความร้อน แสงแดด และน้ำฝน ได้เต็มที่ โดยเฉพาะในบ้านเรา มีอากาศร้อน แดดแรง ผนังควรจะสามารถเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีอีกด้วย ส่วนผนังภายใน อาจไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุที่แข็งแรงมาก เพราะเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยได้ในภายหลัง ก็จะเปลี่ยนแปลงได้ง่าย
วัสดุก่อสร้างที่นิยมใช้กัน ก็มีไม้ อิฐ และคอนกรีตบล็อก ซึ่งไม้ ก็เริ่มใช้น้อยลง เช่นส่วนประกอบอื่นๆ เช่นกัน วัสดุที่นิยมใช้มาก ได้แก่อิฐมอญ แต่บ้านเรามักจะประหยัดด้วยการก่ออิฐมอญแบบครึ่งแผ่น ทำให้ไม่สามารถกันความร้อนได้เต็มที่ ห้องที่อยู่ด้านทิศตะวันตก จะระอุด้วยความร้อน มากกว่าห้องอื่นๆ ถ้าจะให้ดีควรก่ออิฐมอญแบบเต็มแผ่น หรือก่อ 2 ชั้น มีฉนวนกันความร้อนอยู่กลาง หรือถ้าจะประหยัด ก็ทำเฉพาะด้านทิศตะวันตก ที่ร้อนที่สุดเพียงด้านเดียวก็ได้





ช่อง เปิดต่างๆ หมายถึงประตูและหน้าต่างทั้งหลาย ซึ่งไม่เพียงแต่มีประโยชน์ใช้สอยแล้ว ยังเพิ่มความสวยงามให้บ้านอีกด้วย การเจาะช่อง ประตู หน้าต่าง จึงต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว ทั้ง 2 ด้าน เช่นหน้าต่าง นอกจากจะเปิดระบายอากาศ ชมวิวแล้ว ภายใน ก็มีผลต่อการจัดวางเฟอร์นิเจอร์อีกด้วย



4. หลังคา เป็นส่วนที่มีความสำคัญ ไม่แพ้ส่วนอื่น คอยปกป้อง แดด ฝน ให้กับส่วนอื่นๆทั้งหมด ส่วนของหลังคา ถ้ามีปัญหา ก็จะทำความเสียหายให้กับตัวบ้านมาก ใครที่อยู่บ้านเก่า คงมีความรู้สึกได้ เวลาที่ฝนตกจะต้องคอยหากระป๋อง มารองน้ำกันให้วุ่นวาย

หลังคาประกอบ ด้วยวัสดุหลัก 2 ส่วน คือโครงหลังคา และวัสดุมุงหลังคา มีความสำคัญเท่าเทียมกัน และทำหน้าที่ร่วมกันอย่างสามัคคี โครงหลังคา ถ้าไม่แข็งแรง แอ่นยุบ ก็จะทำให้กระเบื้องอ้า เผยอ น้ำรั่วเข้าบ้านได้ หลังคาถ้าไม่แข็งแรง ก็จะแตกหัก หรือมุงไม่สนิท ก็เป็นสาเหตุให้น้ำรั่วซึม สร้างความเสียหาย กับโครงหลังคา และตัวบ้านได้ เช่นกัน











โครงหลังคา
จะ ใช้วัสดุก่อสร้าง หลักๆ 2 ชนิด คือไม้ กับเหล็ก ส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กมักจะใช้แค่โครงสร้างใหญ่ๆ เช่นคาน แต่ส่วนจันทัน แป ตง นั้นก็นิยมใช้ไม้และเหล็ก ซึ่งนับวันไม้ก็เริ่มใช้น้อยลงเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลเดียวกับส่วนอื่นๆ อนาคตก็คงจะเหลือแค่โครงเหล็กเท่านั้น ที่จะเป็นพระเอกอยู่บนหลังคาแต่เพียงผู้เดียว โครงหลังคาเหล็ก เริ่มมีเข้ามาทดแทนเมื่อไม้ มีราคาแพงขึ้น การใช้โครงหลังคาเหล็กแบบดั้งเดิม(เหล็กดำ) เป็นการเปลี่ยนทั้งวัสดุ และวิธีการทำงาน เพราะเหล็กต้องใช้การเชื่อมเป็นหลัก แม้จะทำงานได้รวดเร็วกว่าโครงไม้ โครงหลังคาเหล็กแบบดั้งเดิมก็ ยังมีข้อเสียหลายประการ เช่น การติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน มีน้ำหนักมาก และสิ้นเปลืองวัสดุ มีการผุกร่อนของเหล็ก แม้จะทาสีกันสนิมแล้วก็ตาม










ปัจจุบัน โครงหลังคามีวัสดุให้เลือกหลายชนิด โดยมีการผลิตวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ มาทดแทนเหล็กโครงสร้างแบบเดิม ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมระบบโครงสร้างหลังคาเหล็กพร้อมประกอบ เรียกว่าผลิตภัณฑ์โครงหลังคาเหล็กสมาร์ททรัส (Smartruss) ซึ่งเป็นโครงหลังคากึ่งสำเร็จรูปผลิตจากเหล็กเคลือบซิงคาลุม ซึ่งเป็นเหล็กเคลือบโลหะผสมระหว่างอลูมิเนียมกับสังกะสี ทำให้มีน้ำหนักเบา และกันสนิมได้ดีกว่าเดิมถึง 4 เท่า นอกจากนั้น เขายังคิดระบบวิธีการติดตั้งที่รวดเร็ว ประณีต ลดจำนวนของเสีย มีวิธีติดตั้งด้วยระบบสกรู ช่วยให้การก่อสร้างบ้านทำได้รวดเร็ว ปลอดภัยและสร้างความมั่นใจได้ จนเป็นที่นิยมกันอย่างรวดเร็ว มีโครงการต่างๆ เปลี่ยนมาใช้โครงหลังคาเหล็กสมาร์ทรัสกันหลายโครงการ








5. งานระบบต่างๆ (ไฟฟ้า ประปา ระบบปรับอากาศ และอื่นๆ) ระบบต่างๆ มีไว้อำนวยความสะดวกของอาคารหรือบ้าน หากงานระบบเหล่านี้ ถูกออกแบบมาไม่เหมาะสม หรือติดตั้งผิดตำแหน่ง จะทำให้การใช้ประโยชน์ในอาคารเกิดความไม่สะดวกหรือเกิดอันตรายได้ ในบางกรณี เช่นระบบไฟฟ้า เดินไฟ ติดตั้งไม่ดี หรือไม่ถูกหลัก ก็เป็นสาเหตุให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้บ้านได้ ระบบประปาถ้าออกแบบไม่ถูกหลัก ขนาดท่อไม่ถูกต้อง ก็จะมีปัญหาเรื่องแรงดันน้ำ ไม่สม่ำเสมอ เวลาเปิดก๊อกน้ำพร้อมกัน บางก๊อกน้ำจะเบา







ระบบ ที่มีปัญหามากกว่าเพื่อน ได้แก่ระบบน้ำทิ้ง ที่มักจะใช้ขนาดท่อ ไม่ได้มาตรฐาน เล็กเกินไป ทำให้อุดตันได้ง่าย และแก้ไขยาก เพราะระบบพวกนี้ จะหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน ใต้พื้น ในผนัง ยังดีที่ปัจจุบัน เขายังคิดอุปกรณ์ที่แก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งง่ายขึ้น คือ “งูเหล็ก” ที่ทะลวงท่อได้ โดยไม่ต้องไปทุบพื้น แต่ก็มีข้อจำกัดเพราะท่อแต่ละท่อ ไม่ใช่สั้นๆ ตัวงูเหล็กมันมีความยาวจำกัด หรือบางทีท่อโค้งหรือต่อแยกออกไป มันก็ทะลวงไปไม่ได้เหมือนกัน











6. งานตกแต่งสถาปัตยกรรม เป็นส่วนสุดท้าย บ้านจะสวยงาม สมใจของเจ้าของหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกประเภทวัสดุตกแต่งทั้งหลาย คือวัสดุตกแต่งผิว ทั้งผิวพื้น ผนัง รวมถึงสีที่เลือกใช้







แต่ บางครั้ง ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานด้วย เช่นวัสดุปูพื้นที่ลื่นหรือหยาบในบางตำแหน่ง วัสดุตกแต่ง จะเป็นส่วนที่มีมูลค่ามากเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของอาคาร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวัสดุตกแต่งที่มีราคาแพง จะต้องดีเสมอไป


TraveLArounD


Create Date : 19 มกราคม 2553    
Last Update : 29 มกราคม 2553 18:29:31 น.
 



12 อันดับ “อสังหาฯ” ที่ยังน่าลงทุน

12 อันดับ “อสังหาฯ” ที่ยังน่าลงทุน


AREA จัดอันดับ 12 อสังหาฯ ที่ยังน่าลงทุนต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส AREA เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ณ กลางปี 2552 มีประเภทโครงการที่อยู่อาศัยที่มีศักยภาพดีที่สมควรจะพัฒนาเพื่อการขาย เพราะยังมีอุปสงค์อยู่สูงมาก จึงขอนำเสนอเพื่อประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนา ดังนี้

อันดับ 1 : ห้องชุด ระดับราคา 0.500-1.0 ล้านบาท ในทำเล นวมินทร์ มีอัตราขายต่อเดือนสูงสุดถึง 49.0% โดยในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าถึง 2,330 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้ จำนวนถึง 3,118 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่มากถึง 448 หน่วย แต่ก็คาดว่าจะหมดโดยเร็ว และยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก

อันดับ 2 : ทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 1.001-2.0 ล้านบาท ในทำเล โชคชัย 4 มีอัตราขายต่อเดือนสูงเป็นอันดับสอง สัดส่วน 33.3% โดยในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าเพียง 352 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้มีไม่มากนักเพียง 207 หน่วย ในขณะนี้ไม่มีสินค้านี้เหลืออยู่เลย คาดว่าจะมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก

อันดับ 3 : บ้านเดี่ยว ระดับราคา 2.001-3.0 ล้านบาท ในทำเล วัชรพล-คู้บอน มีอัตราขายต่อเดือนเป็นอันดับ 3 ถึง 29.3% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าเพียง 362 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้มีจำนวนเพียง 124 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่เพียง 23 หน่วย ดังนั้นจึงคาดว่าจะมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก

อันดับ 4 : ห้องชุด ระดับราคา 1.001-2.0 ล้านบาท ในทำเล พหลโยธินช่วงต้น มีอัตราขายต่อเดือนมากถึง 23.6% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าถึง 3,178 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวนถึง 1,854 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่พอสมควรถึง 257 หน่วย แต่คาดว่าจะหมดภายในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นจึงมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก

อันดับ 5 : ห้องชุด ระดับราคา 1.001-2.0 ล้านบาท ในทำเล คลองสาน มีอัตราขายต่อเดือนมากถึง 22.8% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าเพียง 416 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวน 265 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่เพียง 14 หน่วย อาจกล่าวได้ว่าสินค้าประเภทนี้ไม่พอขาย

อันดับ 6 : ห้องชุด ระดับราคา 3.001-5.0 ล้านบาท ในทำเล คลองสาน มีอัตราขายต่อเดือนมากถึง 21.2% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่า 1,634 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวน 421 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่ 89 หน่วย สรุปว่าสินค้านี้แทบไม่มีเหลือแล้ว สามารถพัฒนาได้อีก

อันดับ 7 : ห้องชุด ระดับราคา 2.001-3.0 ล้านบาท ในทำเล คลองสาน มีอัตราขายต่อเดือนถึง 18.9% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าถึง 4,200 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวนถึง 1,693 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่ 284 หน่วย ดังนั้นสินค้าประเภทนี้จึงยังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้

อันดับ 8 : ห้องชุด ระดับราคา 5.001-10.0 ล้านบาท ในทำเล พหลโยธินช่วงต้น มีอัตราขายต่อเดือนถึง 17.8% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าถึง 2,596 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวน 380 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่ 157 หน่วย อาจกล่าวได้ว่าสินค้าประเภทนี้ไม่พอขาย

อันดับ 9 : ตึกแถว ระดับราคา 2.001-3.0 ล้านบาท ในทำเล พหลโยธิน-วังน้อย มีอัตราขายต่อเดือนถึง 16.7% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าเพียง 208 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวนน้อยเพียง 95 ในขณะนี้ ไม่มีสินค้านี้เหลืออยู่แล้ว สามารถพัฒนาสินค้าประเภทนี้ได้อีกมากพอสมควร

อันดับ 10 : ห้องชุด ระดับราคา 3.001-5.0 ล้านบาท ในทำเล พหลโยธินช่วงต้น มีอัตราขายต่อเดือนพอสมควรถึง 15.9% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าถึง 5,597 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวนถึง 1,515 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่มากถึง 463 หน่วย จะสังเกตได้ว่าแม้มีจำนวนเหลืออยู่มาก แต่ก็ยังมีความต้องการมากเช่นกัน น่าจะดูดซับอุปทานได้หมดในเร็ววัน

อันดับ 11 : ทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 0.500-1.0 ล้านบาท ในทำเลสุวินทวงศ์ มีอัตราขายต่อเดือนพอสมควรถึง 15.3% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าเพียง 373 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวน 392 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่เพียง 31 หน่วย ทั้งนี้สรุปได้ว่าสินค้าประเภทนี้ไม่พอขาย

อันดับ 12 : ตึกแถว ระดับราคา 2.001-3.0 ล้านบาท ในทำเลหนองแขม มีอัตราขายต่อเดือนพอสมควรถึง 15.0% ในทำเลนี้มีสินค้าประเภทนี้ รวมมูลค่าเพียง 238 ล้านบาท หรือรวมสินค้าประเภทนี้จำนวนน้อยเพียง 98 หน่วย ในขณะนี้ สินค้าประเภทนี้มีเหลืออยู่เพียง 9 หน่วย ดังนั้นจึงสรุปว่าจะมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมาก และยังมีความต้องการอีก

อนึ่ง ที่อยู่อาศัยประเภทอื่นที่ขายได้ดีก็ยังอาจมีอีก แต่เชื่อว่าคงมีกลุ่มเหล่านี้ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ และมีโอกาสที่จะพัฒนาอีกมากพอสมควร ทั้งนี้เพราะว่าข้อมูลที่ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ได้รวบรวมไว้ ครอบคลุมใม่น้อยกว่า 95% ของการพัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งตลาดทั้งหมด


ข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : วันที่ 10 สิงหาคม 2552
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/property/smart-buy/20090810/66824/

Create Date : 01 ตุลาคม 2552    
Last Update : 1 ตุลาคม 2552 13:49:47 น.
 



H2PIA เมืองพลังงานทางเลือก : WORLD’S FIRST HYDROGEN CITY
H2PIA เมืองพลังงานทางเลือก : WORLD’S FIRST HYDROGEN CITY


ใน ช่วงเวลาที่น้ำมันแพงบ้าเลือดมา 2-3 ปีหลังนี่ ก็ยังนับว่ามีเรื่องดี ในเรื่องร้าย เพราะถ้าน้ำมันไม่แพง คนทั่วไปก็ยังไม่ตระหนักถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน เพราะใช้พลังงานจากน้ำมันมาจนคุ้นเคย ไม่ห่วงว่าน้ำมันจะหมดไปสักวันหนึ่ง และราคายังไม่แพง ก่อนนี้ตอนที่ราคาน้ำมันลิตรละไม่ถึง 20 บาท ผมก็ยังแปลกใจอยู่ว่า ทำไมน้ำอัดลมมันแพงกว่าน้ำมันได้ ทั้งๆที่หายากทำยาก น้ำอัดลมแค่เอาน้ำเปล่ามาใส่น้ำตาลอัดก๊าซ กลับขายแพงกว่า










ใน เมืองไทย พลังงานทางเลือก ที่เน้นกันมาก จะเน้นเอาเอทานอล มาทดแทน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ควรจะทำมานานแล้ว แต่ขณะที่ประเทศที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยี่ เขายังหาพลังงานทางเลือกอื่นๆมาทดแทนอีกหลายชนิด ที่น่าสนใจและมีความก้าวหน้าพอสมควร นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมแล้ว ก็ยังมีพลังงานไฮโดรเยน อีกอย่างหนึ่ง ที่นำมาใช้กับรถยนต์เป็นส่วนมาก แต่ก็มีโครงการที่น่าสนใจ นำพลังงานไฮโดรเยน มาใช้กับบ้านพักอาศัย ถึงกับวางแผนพัฒนาขึ้นเป็นเมืองเลยทีเดียว




















H2PIA เป็นชื่อโครงการหนึ่งของเดนมาร์ก ที่จะเป็นอภิมหาโครงการยั่งยืนด้วยพลังไฮโดรเยน ( super-sustainable hydrogen-powered city ) ซึ่งถ้าเป็นจริงขึ้นมา ก็จะถือว่าเป็นเมืองในอุดมคติเช่นเดียวกับ utopia เขาจึงเอาตัวย่อของ hydrogen มาผสมกับ utopia กลายเป็น H2PIA นั่นเอง





















หลัก การสร้างพลังงานของที่นี่ จะไม่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติรูปแบบของฟอสซิลทั้งหลาย เช่น น้ำมัน ถ่านหิน หรือแก๊ส แต่จะเริ่มต้นด้วยการนำเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลม มาเป็นตัวแยก hydrogen ออกจากน้ำ จะได้ออกซิเยนประมาณ 20 % ที่จะปล่อยออกสู่ธรรมชาติ ส่วน hydrogen ก็นำไปทำเซลล์เชื้อเพลิง เพื่อมาสร้างพลังงานทั้งไฟฟ้า และความร้อน กระบวนการทั้งหมดนี้ จะไม่ก่อให้เกิดมลภาวะใดๆทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่เหลือจากการใช้พลัง hydrogen ก็เป็นเพียงน้ำบริสุทธิ์ นอกจากนี้เซลล์เชื้อเพลิงก็ยังสามารถเก็บไว้ใช้ทดแทน ในคราวที่ขาดแคลนแสงแดด หรือลม ได้อีกด้วย









ผังโครงการ


ฟัง ดูหลักการแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด รถยนต์ ไฮโดรเยน คนไทยก็สร้างได้ นายกฯก็ขับมาแล้ว ถ้าพัฒนาให้มีขีดการผลิตที่มากขึ้น อย่างน้อยก็น่าจะสร้างบ้านพลังไฮโดรเยนได้ ประเทศไทยจะได้ประกาศอิสรภาพจากแขกขายน้ำมันเสียที

TraveLArounD


ปล. ตอนนี้ผมจัดทำ web ที่รวบรวมภาพต่างๆ ที่ยังไม่ได้เอามาเขียนเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าน การจัดสวน ยังมาลงไม่หมด ก็จะมาเก็บไว้ที่นี่ก่อน ถ้าใครสนใจก็เข้าไปดูได้นะครับ ที่
Home Lover's Club
แต่ ก่อนเข้าชม กรุณา sign up ก่อนนะครับ ไม่เสียเวลา กรอกแค่ email address กับ ใส่ password ของคุณเองก่อน เพื่อเป็น member จากนั้นก็ add as friend กับผม ก็เป็นอันเสร็จพิธี แล้วเข้าดูอัลบัมภาพของผมได้หมด แต่ถ้านึกสนุก จะสร้างอย่างอื่นก็มีให้เล่นได้หลายอย่างครับ ตอนนี้มีสมาชิกหลายคนแล้ว ต่างประเทศก็มีหลงเข้ามาดู


ส่วนท่านที่เพิ่งเข้ามาชมบล็อกใหม่ ผมได้จัดทำเป็นสารบัญ แบบหนังสือให้ค้นดูหัวเรื่องได้ง่ายที่ group :นานา สาระ๑๐๐๐
เพราะเรื่องต่างๆ เขียนไว้ 1000 กว่าเรื่องแล้ว

หมาย เหตุ : ขณะได้มี website อื่นๆหลาย website ได้นำเอาเรื่องที่ผมเขียนไว้ ไปลงต่อในลักษณะของเนื้อหา โดยไม่ได้รับอนุญาตใดๆ ถ้าต้องการบทความใดไปใช้ ขอให้ติดต่อขออนุญาต ก่อนทาง Email : nana_sara1000@ymail.com มิฉะนั้น จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายลิขสิทธิ์

ข้อมูลจาก inhabitat.com โดย Sarah Rich
http://www.inhabitat.com/2006/04/28/worlds-first-hydrogen-city/#more-806

Create Date : 29 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2552 21:42:58 น.
 


1  2  3  4  5  6  
travelaround
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed


ยินดีต้อนรับทุกท่านที่แวะเข้ามาชม blog มีข้อคิดเห็น เชิญ comment มาได้นะครับ หรือถ้าอยากคุย ถามปัญหา หรือปรึกษาอะไร ช่วยถามทาง Email หรือ หลังไมค์นะครับ ถ้าตอบได้ จะตอบให้ทันทีครับ แต่ถ้าไม่ทราบ ต้องขอเวลา จะค้นคว้ามาให้อ่านกัน


เรื่อง ต่างๆที่ผมได้เขียนหรือรวบรวม เรียบเรียงมานี้ ยินดีให้ทุกท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานและเพื่อการศึกษา ถ้าจะนำไปโพสต่อใน website สาธารณะ หรือ website อื่นใดที่ไม่ใช่ทางพาณิชย์ กรุณาระบุที่มา คือwww.travelaround.bloggang.com และนามปากกาผู้เขียนคือ travelaround ด้วย

แต่ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการนำไปใช้ ในเชิงพาณิชย์ หรือโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะถูกดำเนินคดี ตามกฏหมายลิขสิทธิ์

ส่วน บทความหรือภาพถ่ายใดๆ ที่ได้นำมาจาก website อื่น เพื่อเป็นข้อมูลประกอบเรื่องนั้นๆ เป็นการถ่ายทอดจากวิจารณญาณแล้วว่า มีความถูกต้องเป็นจริง มากที่สุด และได้นำมาจาก website ที่เป็นสาธารณะ ถ้าเรื่องราวหรือภาพของท่านที่ได้นำมาถ่ายทอดนี้ ไปละเมิดลิขสิทธิ์ของท่าน กรุณาแจ้งมาทาง email :– nana_sara1000@ymail.com ผมจะทำการลบข้อมูลหรือภาพที่ละเมิดลิขสิทธิ์ดังกล่าว ออกทันที

Blog of All You Needs to Know :- acknowledges that I try to write or report accurately but postings may contain fact , speculation or rumor. I find images from the Web that are believed to belong in the public domain. If any stories or images that appear on the site are in violation of copyright law, please email to :- nana_sara1000@ymail.com and I will remove the offending information as soon as possible.


counter start from 23-04-2008
Website counter
4 : Users Online









ที่ดินเชียงใหม่ ทางไปแม่ริม ใกล้ศาลากลาง และสนามกีฬา 700 ปี ติดน้ำปิง ในหมู่บ้านเพชรริมปิง พื้นที่ 667 ตารางวา @ 14,000.- บาท สภาพแวดล้อมดี สนใจติดต่อ โทร. 0859559950



DESIGN PLACE CO.,LTD. รับออกแบบ และตกแต่งภายใน บ้านพักอาศัย ในแบบไทย และไทยร่วมสมัย

มรดก ฉบับที่ 1 มรดก ฉบับที่ 2 มรดก ฉบับที่ 3 มรดก ฉบับที่ 4 มรดก ฉบับที่ 5 มรดก ฉบับที่ 6

ช่วยสนับสนุนการจัดทำ BLOG ด้วยการซื้อหนังสือ "มรดก" 1ชุด 7เล่ม (หนังสือเก่า) ในราคาชุดละ 700 บาท (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์)

สนับสนุนการเรียนรู้ และอนุรักษ์แก่เยาวชนไทย ด้วยการร่วมบริจาคหนังสือ "มรดก" แก่โรงเรียน ที่ขาดแคลนในชนบท ในราคาพิเศษ เพียงชุดละ 400 บาท เท่านั้น!!! (รวมค่าส่งทางไปรษณีย์) *****โรงเรียนใดสนใจ ส่งE-mail ขอมาได้ครับ ตอนนี้มีผู้บริจาคไว้ 1 ชุด ไม่ระบุโรงเรียน หรือ ใครเห็นว่าควรส่งให้โรงเรียนใดก็แนะนำมาได้ครับ*******

สนใจสั่งซื้อทาง E-mail :- nana_sara1000@ymail.com หรือฝากข้อความหลังไมค์ ก็ได้ครับ





Find more music like this on Home Lover's Club

ท่านที่ชอบเพลง background ผมได้รวบรวมเพลงไพเราะ เพลงรัก romantic และเพลงซึ้งๆ ที่หาฟังได้ยากในสมัยนี้ ไว้หลายชุด สนใจ email ติดต่อมาได้ครับที่ nana_sara1000@ymail.com
 
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add travelaround's blog to your web]
Links
 



 Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | P